วันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560

ญี่ปุ่นปี ค.ศ.2017 ที่ผมเห็น

เมื่อวันที่ 21-26 มีนาคม 2560 ผมได้มีโอกาสไปเที่ยว จ.โอซากา, จ.นารา, จ.เกียวโต ในภูมิภาคคันไซและเมืองนาโกย่า จ.ไอชิ ภูมิภาคชูบุ ประเทศญี่ปุ่น ห้วงเวลาที่ผมไปนี้ อุณหภูมิอยู่ประมาณ 4-15 องศาเซลเซียล กำลังเปลี่ยนจากฤดูหนาวเป็นฤดูใบไม้ผลิ เลยไม่มีโอกาสได้เห็นดอกซากุระบาน เห็นว่าประมาณสัปดาห์หน้าก็จะบานแล้ว น่าเสียดายจัง!! เขาเล่ากันว่าห้วงดอกซากุระบานนี้ จะเป็นห้วงที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุด

ผมขอนำเรื่องราวบางเรื่อง ที่ผมได้พบเห็นในประเทศญี่ปุ่น เฉพาะเมืองที่ผมไปเที่ยว มาเล่าสู่กันฟังเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เผื่อจะมีประโยชน์หรือได้ข้อคิดอะไรที่ดีดีบ้าง 

 
ด้านหลังคือต้นซากุระ อีก 1 อาทิตย์จึงจะบาน

บ้านเมืองสะอาดจัง!
ทุกเมืองที่ผมไปล้วนสะอาด ไม่สกปรกเลอะเทอะ มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย แลดูรู้สึกสบายตา รถยนต์ส่วนตัวมีน้อยมาก ที่เห็นวิ่งบนถนน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นรถเมล์และรถแท็กซี่ มอเตอร์ไซต์แทบหาไม่เจอ ในเขตเมืองมีแต่คนเดินเท้าเสียส่วนใหญ่ ที่เห็นพอมีจอดอยู่บ้างก็คือ รถจักรยานสองล้อ ที่ญี่ปุ่นนี้เขาให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยและความสะดวกสบายของคนเดินเท้ามากกว่าคนขับรถยนต์ส่วนตัว บนทางเดินเท้าห้ามนำสิ่งของใดๆ มาวางกีดขวางเป็นอันขาด สัญญาณไฟสำหรับคนข้ามถนนมีเกือบทุกสี่แยกและในจุดสำคัญ รถทุกคันต้องหยุดให้คนข้ามถนนเมื่อเห็นสัญญาณไฟ และที่น่าสังเกตคือ ผมไม่เคยเห็นสะพานลอยสำหรับคนข้ามถนนเลย       

TAXI ที่ญี่ปุ่น เป็นรถรุ่น TOYOTA CROWN ทั้งหมด (ผลิตตัวถังใหม่)
ซึ่งญี่ปุ่นพยายามอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสัญลักษณ์ 
เส้นจราจรบนท้องถนน ทางเท้า ป้ายแจ้งเตือนต่างๆ  ทางม้าลาย สีสันสดใสชัดเจน ไม่กระดำกระด่าง สีซีดเลอะเลือนเหมือนบ้านเรา  ไม่มีร้านหาบเร่แผงลอยข้างทางให้ซื้อ ไม่มีร้านค้าใดนำสิ่งของออกมาวางนอกร้านให้เกะกะทางเท้า ไม่มีกรวยยางหรือเก้าอี้พลาสติกมาวางข้างถนนเพื่อกันไม่ให้รถจอด ไม่มีซุ้มขายเครื่องดื่มประเภทเป๊บซี่ โคล่าฯลฯ ไม่มีป้อมตำรวจมาตั้งให้รกตาอยู่ตามสี่แยก ผมไม่เห็นตำรวจแม้แต่คนเดียว (ไม่เหมือนบ้านเราครับ เห็นตำรวจยืนอยู่ทุกที่ พร้อมถือใบสั่งอยู่ในมือ) และที่สำคัญผมหาถังขยะไม่เจอ บางครั้งต้องถือขยะติดตัวไว้นานมาก นานๆ จึงจะพบถังขยะสักที

ที่นี่แต่ละบ้านจะต้องแยกขยะ และใส่ถุงให้เรียบร้อยมาวางไว้ในจุดที่กำหนดและจะมีรถมาเก็บตามเวลา


ตู้หยอดเหรียญเครื่องดื่มประเภทต่างๆ มีอยู่ตามรายทางเป็นระยะๆ 

ส้วมไฮเทค-มีความสุขเมื่อใช้
ผมนอนโรงแรมใน จ.โอซากา 2 คืน และ จ.เกียวโต 1 คืน ในห้องน้ำ จะมีส้วมไฮเทค เหมือนกันทั้งสองโรงแรม ไม่มีสายฉีดน้ำชำระก้นเหมือนบ้านเรา แต่ใช้กดปุ่มแทน ซึ่งอยู่ข้างๆ ส้วม ดังภาพ

ส้วมไฮเทค มีปุ่มสำหรับกดชำระอยู่ที่คอนโซลด้านขวา 

คอนโซลปุ่มกดเพื่อชำระ

ที่คอนโซลปุ่มกดเพื่อชำระด้วยการฉีดน้ำ ส่วนใหญ่จะประกอบด้วย ปุ่ม SRAY (สำหรับผู้ชาย)  ปุ่ม BIDET (สำหรับผู้หญิง) ปุ่มเพิ่มแรงฉีดน้ำ (WATER PRESSURE) แล้วแต่ผู้ปลดทุกข์จะชอบแรงหรือเบา ปุ่ม STANDBY และปุ่มเพิ่มความอุ่นให้ที่นั่ง (WARM SEAT) เพราะที่นั้นอากาศหนาว เมื่อหย่อนก้นนั่งแล้วจะทำให้ก้นอุ่นไม่เย็น ส้วมบางรุ่นมีปุ่มกำจัดกลิ่นให้ด้วย (DEODORIZER) ส่วนปุ่ม STOP ใช้หยุดเมื่อฉีดน้ำชำระพอแล้ว หากผู้ปลดทุกข์คิดว่าการฉีดชำระไม่ทั่วถึง ผู้ปลดทุกข์ต้องส่ายก้นเอาเอง คนส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้ว จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า "เวลาเข้าส้วมที่ญี่ปุ่นนี้ มีความสุขที่สุด" 

ข้อแนะนำที่ติดอยู่ในห้องส้วม ส่วนใหญ่จะแนะนำว่าผู้ใช้ควรจะใช้กระดาษชำระเช็ดก่อน จึงค่อยใช้ปุ่มกดชำระด้วยน้ำตาม ดังนั้นกระดาษชำระที่อยู่ห้องส้วมในประเทศญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่จะไม่ปล่อยให้หมด อย่างน้อยแต่ละส้วมจะมีถึง 2 ม้วนเป็นอย่างต่ำ

ส้วมไฮเทคนี้ ไม่ใช่มีบริการเฉพาะในโรงแรมเท่านั้น ในที่สาธารณะ ที่พักรถบนทางด่วน ในห้างสรรพสินค้า สนามบิน สถานีขนส่ง และในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็มีเช่นกัน

ใครที่ไปญี่ปุ่น ไม่ต้องห่วงเรื่องห้องน้ำห้องส้วมเลยครับ มีเกือบทุกสถานที่และสะอาดด้วย 

กระดาษชำระอย่างน้อย 2 ม้วน
นอกจากนั้น ในห้องน้ำที่เป็นสาธารณะ จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเสริมขึ้นอีก เช่น ห้องน้ำสำหรับเด็กเล็ก (ผู้ปกครองไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงผู้ชายก็เข้าได้เพื่อจะได้ดูแลเด็ก) ห้องน้ำสำหรับคนพิการ ที่อาบน้ำสำหรับเด็กทารก ครีมล้างมือที่อ่างล้างหน้า การเปิดปิดน้ำส่วนใหญ่เป็นอัตโนมัติไม่ใช่ก๊อก

ที่อาบน้ำสำหรับเด็กเล็ก
ไม่ต้องยืนรอคิว
ตามศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้าหรือสถานที่ท่องเที่ยวใหญ่ๆ จะมีผู้คนและนักท่องเที่ยวมาใช้บริการจำนวนมาก ร้านอาหารต่างๆ จึงปรุงไม่ค่อยทัน หลังจากเราตัดสินใจเลือกร้านอาหารได้แล้ว ก็เดินเข้าไปสั่งจ่ายเงินให้เรียบร้อย ต่อจากนั้นเจ้าของร้านจะให้ใบเสร็จพร้อมกับเจ้ากล่องสี่เหลี่ยมคล้ายๆ รีโมท มีหมายเลขกำกับมาให้เรา จากนั้นเราก็ไปนั่งรอที่โต๊ะ หรือจะไปซื้ออาหารอย่างอื่นเพิ่มเติมก็ได้ ไม่ต้องยืนรอคิว


รอเมื่อร้านค้าปรุงอาหารของเราเสร็จแล้ว ก็จะมีเสียง "ปี๊บ" ดังขึ้นพร้อมไฟสีเขียวที่กล่อง ซึ่งส่งมาจากทางร้าน เป็นสัญญาณแจ้งว่า อาหารที่เราสั่งเสร็จแล้ว เราจึงเดินกลับไปที่ร้านเอากล่องไปยื่นคืน เพื่อรับอาหารที่เราสั่งไว้

นวัตกรรมง่ายๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย แต่มันทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาไปยืนรอคิว ที่ประเทศไทยอาจจะมีแล้วนะครับ แต่ผมยังไม่เคยเห็น 

ที่นี่จะมีวัฒนธรรมวางอาหารทุกชามไว้ในถาดสี่เหลี่ยม ไม่ยกลงมาวางบนโต๊ะโดยตรง
หลังจากรับประทานเสร็จแล้ว ต้องนำไปถาด พร้อมถ้วยชาม และเศษอาหาร
ไปวางไว้ในที่ที่ทางศูนย์อาหารฯ จัดเตรียมไว้ให้ ไม่มีพนักงานมาเดินเก็บเหมือนบ้านเรา 

TAX FREE สำหรับนักช๊อป
พวกนักช๊อบฯ ที่ชอบซื้อของคราวละมากๆ ควรพยายามมองหาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ "TAX FREE SHOP" ซึ่งหากซื้อของที่ร้านนี้ สินค้าที่พวกเราซื้อจะได้รับการงดเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 8%



ป้ายแสดงราคาสินค้าในญี่ปุ่น

ตามภาพด้านบน ราคาสินค้าที่เขียนตัวใหญ่ ว่า 2,400 เยน คือ ราคาที่ไม่รวมภาษี  แต่จะมีตัวเล็กๆ เขียนกำกับไว้ด้านล่างใกล้ๆ กันว่า 2,592 เยน นั่นหมายถึงเวลาจ่ายจริงต้องรวมภาษีอีก 8% รวมเป็นราคา 2,592 เยน  แต่ถ้าหากเราใช้บริการ TAX FREE เราจะจ่ายในราคาไม่รวมภาษี คือ 2,400 เยน แต่ต้องซื้อสินค้าในร้านนั้นรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 5,400 เยนนะครับ (ประมาณ 1,800 บาท) หากซื้อน้อยกว่านี้ ไม่สามารถใช้บริการ TAX FREE ได้

ในร้านที่เข้าร่วม TAX FREE จะมีเคาน์เตอร์สำหรับจ่ายเงินทั่วไป กับเคาน์เตอร์จ่ายเงินสำหรับ TAX FREE หลังจากเราช๊อปเสร็จก็นำสินค้าไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ TAX FREE ได้เลย แต่ต้องยื่นหนังสือเดินทาง (PASSPORT) ของเราประกอบด้วย  หลังจากนั้นพนักงานจะแพ๊คสินค้าที่เราซื้อเป็นถุงใสปิดผนึกแน่นหนา พร้อมให้เราโหลดขึ้นเครื่องได้เลย

แค่นี้ เราก็สามารถซื้อสินค้าญี่ปุ่นได้ในราคาปลอดภาษี 

อย่าลืม การใช้บริการ TAX FREE จะมีใบกำกับใบหนึ่งจากร้านที่เราซื้อ ให้เรานำไปใส่กล่อง TAX FREE ที่สนามบินก่อนขึ้นเครื่อง (ไม่ใส่ก็ได้ครับ ไม่ใช่สาระสำคัญ) เหตุที่ทางรัฐบาลญี่ปุ่นให้ทำเช่นนี้ ก็เพื่อไว้ตรวจสอบภาษีและจำนวนยอดขายกับร้านค้า TAX FREE ที่เราซื้อต่อไป


ร้าน 7-11 ร้านนี้ก็มี TAX FREE แต่ต้องซื้ออย่างน้อย 5,400 เยนขึ้นไป
ถึงจะใช้บริการได้
โครงการ TAX FREE SHOP นี้ ผมว่าญี่ปุ่นเขาฉลาดนะครับ สามารถดึงดูดเงินจากนักท่องเที่ยวได้มากยิ่งขึ้น แถมผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ ก็ขายสินค้าได้มากขึ้นเช่นกัน 
ทำไม? ประเทศไทยเราไม่คิดอย่างเขาบ้าง 

เรื่องง่ายๆ แค่ตีเส้นคู่
ตามสถานที่จอดรถต่างๆ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ปั๊มน้ำมัน จุดพักรถ ฯลฯ  ส่วนมากจะตีเส้นสำหรับจอดรถยนต์แต่ละคันเพียงเส้นเดียว เวลาจอดรถหากมือไม่ถึงก็เบียดกันจนเกินไป เปิดประตูลงรถขึ้นรถก็แสนจะยาก แต่ผมเห็นที่ญี่ปุ่นนี้ "ตีเส้นคู่เลยครับ" เพื่อให้รถแต่ละคันจอดไม่เบียดกันเกินไป  เวลาเปิดประตูลงจากรถหรือขึ้นรถก็ง่าย ไม่ต้องกลัวว่าประตูรถจะไปกระแทกกับรถคันข้างๆ ทรัพย์สินก็ไม่เสียหาย  





เรื่องตีเส้นคู่นี้ ไม่ใช่เรื่องสลับซับซ้อนอะไรเลย 
ทำไม? ประเทศไทยเราคิดไม่ได้  

วิธีการเข้าคิว
การเข้าคิวจ่ายเงินในห้างสรรพสินค้า ร้านค้า หรือร้านสะดวกซื้อต่างๆ ที่ญี่ปุ่นนี้ ไม่เหมือนบ้านเรา ทุกคนต้องยืนต่อคิวแถวเดียวกันทุกคน เมื่อเคาน์เตอร์แคชเชียร์ช่องใดช่องหนึ่งว่างลงจึงค่อยเดินเข้าไปจ่าย แต่บ้านเราแต่ละคนจะเข้าคิวเคาน์เตอร์แคชเชียร์ช่องใดก็ได้ ที่เห็นว่าว่างหรือคนน้อย เขียนอธิบายยากครับ ลองดูภาพด้านล่างประกอบจะทำให้เข้าใจยิ่งขึ้น



วิธีการเข้าคิวนี้ ดูเหมือนไม่สลักสำคัญอะไร แต่ลองพิจารณาลึกๆ แล้วของญี่ปุ่นจะมีความเป็นธรรมและเสมอภาคมากกว่าบ้านเรานะครับ ลองคิดดูดีดี ใครจะเอาวิธีเข้าคิวของญี่ปุ่นไปปรับใช้บ้างก็ลองดูนะครับ อาจจะดีกว่าเดิม 

ใครที่ไปเที่ยวญี่ปุ่น ต้องเข้าคิววิธีของเขานะครับ

เรื่องราวของประเทศญี่ปุ่น มีคนเขียนเอาไว้เยอะ ลองค้นหาและอ่านดู ส่วนเรื่องราวที่ผมเขียนนี้เป็นเพียงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ผมเห็นมาเพียง 4 จังหวัดเท่านั้น  ซึ่งอาจไม่ใช่ภาพรวมของญี่ปุ่นทั้งประเทศ 

ไว้คราวหน้าหากมีโอกาส จะลองไปเที่ยวจังหวัดอื่นๆ ของญี่ปุ่นดูบ้าง

*********************************
ชาติชยา ศึกษิต : 30 มี.ค.2560

อ่านต่อ >>

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2559

รวมพลคนดนตรีไทยราชบุรี..บรรเลงเพลงถวายอาลัย

บ้านผมอยู่ติดกับบ้าน "ครูรวม พรหมบุรี"  ครูดนตรีไทยฉายา "ระนาดน้ำผึ้งแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง" (ดูรายละเอียด)  ผมจำได้ว่า ตอนเด็กๆ ผมได้ยินเสียงฝึกซ้อมดนตรีไทยจากบ้านครูรวมฯ ดังไปทั่วบริเวณบ้านท่าเสา ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี ตั้งแต่เช้ามืดจรดหัวค่ำ มีทั้งเด็กที่รุ่นราวคราวเดียวกับผม และที่โตกว่าผม  มากินนอนฝึกซ้อมดนตรีไทยอยู่บ้านครูรวมฯ มากมายหลายรุ่น จนรู้จักและคุ้นเคยกันดี

มาวันนี้   ผมไม่ได้ยินเสียงดนตรีไทยจากบ้านครูรวมฯ เหมือนเดิมอีกแล้ว  นานๆ จะมีเสียงฝึกซ้อมระนาดเอก ดังเล็ดลอดออกมาสักครั้ง  ซึ่งมีไม่บ่อยนัก



ดนตรีไทยในราชบุรี กำลังจะสูญหาย
ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ ทายาทผู้สืบทอดของครูรวม พรหมบุรี  ท่านเล่าให้ฟังว่า เดี๋ยวนี้วิถีสังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนไป อาชีพคนทำปี่พาทย์มอญไปไม่รอด ที่มีอยู่ก็เป็นคนรุ่นเก่า หากคนรุ่นนี้ตายไปก็คงจบกัน คนรุ่นใหม่ไม่มีใครสนใจอย่างจริงจัง  วงปี่พาทย์มอญในราชบุรี กำลังจะสูญหายไปตามกาลเวลา หลายวงต้องล้มหายตายจากไป เหลือแต่เพียงเครื่องดนตรีเก็บรักษาไว้  แต่ไม่มีคนเล่น วันนี้ใน จ.ราชบุรี เหลือวงปี่พาทย์มอญอย่างมากไม่เกิน 10 วง จากเดิมซึ่งมีมากกว่า 30 วง



แล้วจะทำอย่างไร?
ผมถามต่อว่า แล้วจะทำอย่างไรให้วงดนตรีไทย ใน จ.ราชบุรี ยังคงอยู่ได้ต่อไป  ท่านบอกว่า ปัจจัยสำคัญที่วงปี่พาทย์มอญใน จ.ราชบุรี จะอยู่ได้ก็ คือ  
  1. ภาคราชการต้องให้การสนับสนุน อย่างเช่น หากมีการจัดพิธีหรือกิจกรรมใดๆ ของภาครัฐ ซึ่งตามธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติแต่เดิม ต้องมีดนตรีไทยไปเล่นหรือไปบรรเลงประกอบ ควรให้การสนับสนุนในทันที  แต่ทุกวันนี้ ที่ จ.ราชบุรี แทบไม่มีหน่วยงานไหนให้ความสนใจ           
  2. ภาคศาสนาต้องช่วยรณรงค์  พิธีกรรมทางศาสนาพุทธ หลายพิธีซึ่งแต่เดิมเคยมีดนตรีไทยเล่นประกอบ ทั้งเทศน์มหาชาติ ทั้งเวียนเทียน ทั้งงานบุญ งานศพ กฐิน ผ้าป่าฯลฯ  แต่ปัจจุบัน วัดวาอารามต่างๆ กลับเห็นว่าเป็นเรื่องไม่จำเป็น สิ้นเปลืองโดยปล่าวประโยชน์  ตัวอย่างเช่น พระสงฆ์บางรูปบางวัดในราชบุรี  แนะนำเจ้าภาพงานศพว่า ไม่ต้องมีปี่พาทย์มอญ  สิ้นเปลืองปล่าวๆ นำเงินมาทำบุญอย่างอื่นดีกว่า 
  3. ภาคการศึกษาต้องให้ความสำคัญ  สถาบันการศึกษาต้องให้ความสำคัญต่อการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับดนตรีไทยอย่างจริงใจ (เน้นอย่างจริงใจ) ชุมนุมหรือชมรมดนตรีไทยในโรงเรียน ในวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัยหลายแห่งของราชบุรี ล้วนกำลังล้มหายตายจากเช่นกัน เพราะขาดการสนับสนุนจากผู้บริหาร การจัดกิจกรรมเกี่ยวกับดนตรีไทยที่ทำขึ้นเป็นไปแบบแกนๆ ล้วนไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กแต่อย่างใดเลย 
  4. ภาคประชาชนต้องช่วยกัน ดนตรีไทย คือ มรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมซึ่งบรรพบุรุษได้มอบเอาไว้ให้พวกเรา ดังนั้นคนไทยทุกคนจึงควรตระหนัก หากมีงานใดๆ ที่ต้องใช้ดนตรีไทย และพอที่จะมีเงินอยู่บ้าง อย่าได้มัวลังเลใจ อย่างน้อยก็ช่วยสืบสานต่อลมหายใจให้ดนตรีไทยไม่สูญหายกลายเป็นแค่ตำนาน
หากปัจจัยทั้ง 4 ข้อนี้ ช่วยกัน อาชีพดนตรีไทยของ จ.ราชบุรี คงยังมีลมหายใจต่อชีวิตไปได้อีกสักพัก ดังเช่นที่ จ.สมุทรสงคราม จ.สมุทรสาคร และ จ.เพชรบุรี เขาทำมาแล้ว

ในทัศนะส่วนตัวแล้วผมเห็นว่า คนที่มีอาชีพเป็นนักดนตรีไทยนี้  ไม่เคยมีใครรวยเลยครับ พวกเขาแค่พอมีกินมีใช้และพอมีเงินที่จะจ่ายเป็นค่าดูแลรักษาเครื่องดนตรีบ้าง พวกเขาก็พอใจแล้วครับ แต่สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขายังประกอบอาชีพนี้อยู่ในปัจจุบัน ก็คือ "ความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ช่วยสืบสานไม่ให้ดนตรีไทยนี้ ต้องสูญหายไปต่างหาก"  

รวมพลคนดนตรีไทยราชบุรี..บรรเลงเพลงถวายอาลัย
ทายาทครูรวมฯ เล่าต่อให้ฟังว่าอยากจะจัดงาน "รวมพลคนดนตรีไทยราชบุรี น้อมบรรเลงเพลงถวายอาลัย"  เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ (รัชกาลที่ 9) ซึ่งหลายๆ จังหวัดได้ทำแล้ว ตัวอย่างที่ใกล้บ้านเราก็คือ จ.สมุทรสาคร (ดูรายละเอียด)  โดยงานนี้ ตั้งใจจะเชิญคนดนตรีไทยของราชบุรีทุกคน ทุกวง พร้อมทั้งครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา นักดนตรีอิสระ และประชาชนทั่วไป ที่รักและศรัทธาในดนตรีไทย มาร่วมกันบรรเลง โดยขั้นต้นกำหนดเอาไว้ในวันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2560 ส่วนสถานที่ยังไม่ทราบว่าจะจัดที่ไหน ในขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับอาจารย์ท่านหนึ่งของมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง 


พสกนิกกร ชาวดนตรีไทย จังหวัดสมุทรสาคร
รวมพลังบรรเลงดนตรีไทยและขับร้อง"เพลงสรรเสริญพระบารมี"
เมื่อ 30 ต.ค.2559

ท่านกล่าวว่า "ไม่รู้จะทำได้แค่ไหน  แต่ก็จะพยายามทำให้เต็มที่ งานนี้อยากให้คนดนตรีไทยของราชบุรี และผู้ที่ศรัทธาในดนตรีไทย มาร่วมด้วยช่วยกัน สร้างให้เป็นประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งของราชบุรี" 

ผมถามต่อ ตอนนี้มีหน่วยงานใดสนับสนุนกิจกรรมนี้บ้าง
ท่านตอบว่า "ตอนนี้ มีแต่ความคิด แต่มันคงต้องใช้เงินเพื่อจัดเตรียมงาน ก็ยังไม่รู้ว่าจะหามาจากไหน ลำพังคนดนตรีไทยอย่างพวกเราแล้ว ไม่ห่วงครับ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทุกคนยินดีไปร่วมบรรเลง" 


พสกนิกกร ชาวดนตรีไทย จังหวัดสมุทรสาคร
รวมพลังบรรเลงดนตรีไทยและขับร้อง"เพลงสรรเสริญพระบารมี"
เมื่อ 30 ต.ค.2559



ช่วยกันนะครับ ช่วยกันจัดงานนี้ ให้เกิดขึ้น ผมเองก็จะช่วยเต็มกำลังความสามารถที่ผมพอจะมีอยู่ เพื่อให้ผลักดันให้เกิดกิจกรรมนี้ขึ้นมา ผมว่าถ้าจัดกัน "ริมเขื่อนรัฐประชาพัฒนา" สนามหญ้าในเมืองราชบุรีก็ดีครับ วางเครื่องดนตรีเรียงรายยาวตลอดแนวเขื่อนที่กำลังสร้างใหม่ อย่างน้อยก็เป็นการบรรเลงดนตรีไทยริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง แหล่งกำเนิดนักดนตรีไทยชั้นนำของประเทศไทย



******************************
จุฑาคเชน : 9 ธันวาคม 2559
    
อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559

รู้ว่า..วันนี้ต้องมาถึง



ผมเคยคิดในใจเงียบๆ เสมอมาว่า วันนี้ ต้องมาถึง...
ผมเตรียมทำใจให้ยอมรับไว้เสมอ แล้วมันก็มาถึงจริงๆ ...
แม้จะเตรียมทำใจไว้แล้วก็ตาม  ความรู้สึกหดหู่ สูญเสีย และอ้างว้าง  มันก็ยังคงปกคลุมจิตใจของผมอยู่ดี แม้ว่าภายนอกผมจะดูเข้มแข็ง แต่ในใจกลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง ยิ่งกว่าตอนที่ผมสูญเสียพ่อของผมเองเสียอีก

หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตั้งแต่ พ.ศ.2475 เป็นต้นมา แผ่นดินไทยไม่เคยสงบอย่างจีรัง ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ และนักการเมือง ผลัดเปลี่ยนแย่งชิงอำนาจการปกครองกันมาโดยตลอด จนกระทั่งปี พ.ศ.2489 พี่ชายซึ่งเป็นที่รักยิ่งของพระองค์ท่าน ก็ต้องจากพระองค์ท่านไปอย่างไม่มีวันกลับ ด้วยพิษสงของอำนาจดังกล่าว 

"ภาระความเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย จึงตกอยู่ที่พระองค์ท่านตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ท่ามกลางมนต์ดำแห่งความกระหายอำนาจของบุคคลหลายกลุ่มในประเทศไทย"




เหตุการณ์ร้ายในสมัยพระองค์
เหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ท่าน  จากความหลงในมนต์ดำของอำนาจและความอยากเป็นผู้ปกครองของบรรดาคนไทยด้วยกันเอง พอที่จะสรุปเรียบเรียงได้ ดังนี้ 
  • พระชนมายุ 19 พรรษา 9 มิ.ย.2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 สวรรคต (ดูรายละเอียด) และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงขึ้นครองราชย์ เป็นรัชกาลที่ 9
  • พระชนมายุ 20 พรรษา 8 พ.ย.2490 การรัฐประหาร นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ยึดอำนาจรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 21 พรรษา  6 เม.ย.2491 คณะนายทหารกลุ่มที่ทำการรัฐประหาร 8 พ.ย.2490 จี้บังคับให้ นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมอบตำแหน่งต่อให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม
  • พระชนมายุ 21 พรรษา 1 พ.ย.2491 กบฎแบ่งแยกดินแดน (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 22 พรรษา 26 ก.พ.2492 กบฏวังหลวง (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 24 พรรษา 29 มิ.ย.2494 กบฏแมนฮัตตัน (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 24 พรรษา 29 พ.ย.2494 การรัฐประหาร นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 25 พรรษา 10 พ.ย.2495 กบฏสันติภาพ (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 30 พรรษา 16 ก.ย.2500 การรัฐประหาร นำโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม
  • พระชนมายุ 31 พรรษา 20 ต.ค.2501 การรัฐประหารเงียบ นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร (ดูรายละอียด)
  • พระชนมายุ 38 พรรษา 7 ส.ค.2508 วันเสียงปืนแตก พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยใช้อาวุธโจมตีกองกำลังของรัฐบาลไทยเป็นครั้งแรก (ดูรายละเอียด) เหตุการณ์พรรคคอมมิวนิสต์สงบลงในปี พ.ศ.2525
  • พระชนมายุ 44 พรรษา 17 พ.ย.2514 การรัฐประหาร  โดย จอมพลถนอม กิตติขจร ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 46 พรรษา 14 ต.ค.2516 วันมหาวิปโยค เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ขับไล่ จอมพลถนอม กิตติขจร  จอมพลประพาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร   (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 49 พรรษา 6 ต.ค.2519 การต่อต้านการเดินทางกลับประเทศไทยของ จอมพลถนอม กิตติขจร การรัฐประหาร นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 50 พรรษา 26 มี.ค.2520 กบฎพลเอกฉลาด (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 50 พรรษา 20 ต.ค.2520 การรัฐประหาร นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร 
  • พระชนมายุ 64 พรรษา 23 ก.พ.2534 การรัฐประหาร นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 65 พรรษา พ.ศ.2535 เกิดเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 78 พรรษา พ.ศ.2548 เกิดปรากฏการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประชาชนแบ่งแยกออกเป็น "เสื้อเหลือง" และ "เสื้อแดง" (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 79 พรรษา 19 ก.ย.2549 ปฏิวัติ นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 86 พรรษา พ.ศ.2556 เกิดปรากฏการณ์ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)(ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 87 พรรษา 22 พ.ค.2557 การรัฐประหาร นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล (ดูรายละเอียด)
ที่นำมาเรียบเรียงก็เพื่อให้เห็นว่า ตลอดพระชนมายุของพระองค์ท่านที่ทรงครองสิริราชสมบัติ มีเรื่องราวที่ก่อให้เกิดความยากลำบากต่อพระราชหฤทัยของพระองค์ท่านหลายครั้งหลายครา  พระองค์ไม่ได้มีความสุขอย่างที่พวกเราคิด  พระองค์ท่านได้ทรงประคับประคองราชอาณาจักรไทยจนกระทั่งสามารถผ่านร้อน ผ่านหนาวมาได้หลายครั้งหลายครา จากการแย่งชิงอำนาจของบรรดากลุ่มคนไทยด้วยกันเอง และจากปากเยี่ยวปากกาของชาวต่างชาติทั้งหลายที่ต้องการจะยึดครองราชอาณาจักรไทย 



แต่ในขณะเดียวกัน พระองค์ท่านก็ไม่วายที่จะทรงตรากตรำพระวรกายเสด็จไปเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ทั่วประเทศไม่เว้นแม้แต่ในถิ่นทุรกันดาร  เพื่อหาทางช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้ราษฎรของพระองค์ท่าน มีความกินอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี จนเกิดโครงการตามแนวพระราชดำริจำนวนมากมายหลายโครงการ ดังเช่นปัจจุบัน

นักต่อจากนี้ ลูกๆ ของพ่อน่าจะหยุดทะเลาะกันได้แล้ว
ดวงพระวิญญาณของ "พ่อ" คงไม่อยากเห็น "ลูกๆ" ทะเลาะเบาะแว้งกันอีก 

เศรษฐกิจพอเพียง ที่ยังไม่สำเร็จ
ตั้งแต่ พ.ศ.2517 เป็นต้นมา พระองค์ท่านทรงเล็งเห็นว่ากระแสเศรษฐกิจทุนนิยมและบริโภคนิยมกำลังแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก พระองค์ท่านจึงได้เริ่มเผยแพร่ "แนวคิดปรัชญาเศรษกิจพอเพียง" ให้แก่ประเทศไทย 

“...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป...” (18 กรกฎาคม 2517) (ดูรายละเอียด)




หลายปีผ่านมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ในทัศนะส่วนตัวแล้ว ผมยังเห็นว่าแนวทางการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตของคนไทย ยังถือว่าไม่ประสบผลสำเร็จ  พวกเราทำได้แต่เปลือกนอก ยังไม่ถึงแก่นที่แท้จริง สังเกตได้จากพฤติกรรมการบริโภคนิยมและวัตถุนิยมของลูกหลานชาว Generation Z ของเราส่วนใหญ่ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน โครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงที่หน่วยงานภาคราชการพยายามสร้างและพัฒนาขึ้น ล้วนไม่มีความมั่นคงและยั่งยืน ประเทศไทยยังตกอยู่ภายใต้เศรษฐกิจของทุนนิยม 

ดังนั้น...หากพวกเรารักพระองค์ท่านจริง จงพยายามยึดมั่นแนวทางการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านไว้เป็นสำคัญ และช่วยสร้างให้มันเป็นจริงอย่างยั่งยืน 

สิ่งที่ผมทำได้
ผมเป็นเพียงข้าราชการเล็กๆ คนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีอำนาจบารมีอะไรมากนัก แต่สิ่งที่ผมคิดว่า ผมจะทำให้ดีที่สุดตอนนี้ ก็คือ คำสัตย์ปฎิญาณที่ผมเคยให้ไว้ต่อพระองค์ท่าน ที่กล่าวว่า

"ข้าพระพุทธเจ้า จะประพฤติตนเป็นข้าราชการที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท มุ่งมั่นแน่วแน่ แก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน และดำเนินชีวิตโดยยึดมั่น ในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนา และตามแนวทางในพระบรมราโชวาท ตลอดไป"

แผ่นดินไทยจะเจริญหรือเสื่อมสลาย ก็เพราะข้าราชการอย่างพวกเรานี้แหละ ที่จะต้องเป็นเสาหลักสำคัญของแผ่นดิน หากเป็นเช่นนี้แล้ว ดวงพระวิญญาณพระองค์ท่านจะได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินสู่สวรรคาลัย ด้วยความสุขพระราชหฤทัยสืบไป

***********************
ชาติชยา ศึกษิต

จำขึ้นใจ ข้าราชการที่ดี (https://www.youtube.com/watch?v=sDfO0CQnc8k)
อ่านต่อ >>